Sucker Tracking : ไดอารี่สำหรับคนห่วยๆ

Sucker Tracking cover

ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีที่แล้วผมได้สร้าง Spread Sheet อันนึงขึ้นมาเพื่อรองรับอารมณ์ตัวเองที่ไม่อยากจะพูดกับใคร …วันนั้นเป็นวันที่เพื่อนของผมพูดถึงความสำเร็จในชีวิตเขา เป็นความสำเร็จที่มีคนยอมในความสามารถของเขาประมาณนึง แน่นอนคนอย่างผมเป็นไปไม่ได้ที่จะอดไม่ให้อิจฉาเขาในทันที ความรู้สึกของความเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่นเข้าครอบงำอย่างอดกลั้นไม่ได้ และยอมที่จะอมความรู้สึกนั้นและพ่นพรวดออกมาใน Sheet ที่ใช้ชื่อว่า ‘Sucker Tracking’ …ผมนี่แหละตัวมองโลกในแง่ร้ายโดยเฉพาะกับตัวเอง วันนั้นผมซัดๆทุกอย่างที่อยู่ในใจลงไปชีทอย่างบ้าคลั่ง เพื่อระบายหลายๆอย่างที่อยู่ในใจออกมาแบบเงียบๆ

เฮ้ออออออ… เสียงถอนให้ใจเฮือกใหญ่ๆลั่นออกมาเมื่อผม Save และปิดไฟล์นั้นไป ความรู้สึกโล่งอกขนาดนี้ นี่มันคืออะไรกัน? เวลาที่ผมระบายความแย่ของตัวเองออกมาทำไมมันรู้สึกสบายใจเหมือนปวดท้องจัดบนทางด่วนแต่เข้าส้วมได้ทันเลยล่ะ!? วันรุ่งขึ้นผมเสพติดความรู้สึกดีจากเมื่อวานเพื่อมาจดบันทึกถึงปัญหาที่ผมรู้สึกแย่ในวันนี้ เช่นเดิม ผมจดสิ่งที่ผมเจอมาในทั้งวันลงไปในชีท แต่คราวนี้ผมไม่ได้แค่บ่นแล้ว ผมคิดว่าการบ่นหนึ่งครั้งควรได้อะไรมามากกว่านั้น …ไม่รอช้า คลิกขวาแล้วสร้าง Colunm ขึ้นมาเพิ่ม 2 อัน นอกจากเก็บข้อมูลว่าความห่วยวันนี้คืออะไร แล้ววันนี้ มุมมองที่เป็น ‘Positive Effect’ ที่ได้มาจากเรื่องที่เจอวันนี้คืออะไร พร้อมกับ ‘How to deal with it?’ ที่จะเป็นการคิดว่าถ้าไม่อยากจะห่วยเหมือนวันนี้ เราควรจะต้องทำอะไรกับตัวเราบ้าง

ผมเริ่มที่จะตั้ง To-do list ให้มัน Repeat เวลา 23.30 น. ของทุกวันเพื่อให้ผมได้มาจดความห่วยของตัวเองอย่างสัตย์จริงเรื่อยๆอย่างไม่เว้นวัน จนมาเป็นเรื่องที่ผมอยากจะเขียนเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาจากมันแบบไม่ยาวมาก ในบทความนี้

Sucker Tracking?

Sucker Tracking sheet

ผลลัพธ์มันไม่ได้จบแค่ว่าผมรู้สึกสบายใจแล้วนอนหลับสนิทหรอกนะ แต่มันคือประเด็นของการที่ผมจะได้ Remind เรื่องราวที่ตัวเองเจอทุกๆวันอย่าง ‘จริงจัง’ ว่าวันนี้มันเกิดอะไรขึ้นบ้างมีอะไรดีไม่ดีตรงไหน เพื่อแค่จะมาจดลงใน Sucker Tracking อันนี้ …เคยได้ยินไหมว่า ‘เราต้องเก่งกว่าตัวเองในวันเมื่อวานเสมอ’ แต่ก่อนผมก็รู้จักคำนี้แต่ไม่รู้ว่าผมควรเก่งกว่าตัวเองในวันเมื่อวานในเรื่องอะไร เพราะมันจับต้องไม่ได้เลย แต่เมื่อไรก็ตามที่เราพยายามสรุปมันออกมาซักประโยคนึง เช่นการเขียนมาออกมาเราจะเริ่มจับต้องความเฮงซวยของตัวเองได้ชัดและรู้ว่าจะต้องปรับปรุงเรื่องไหนกันแน่ในทุกๆวัน (แต่ปรับไม่ปรับนั้นมันอีกเรื่องนะ ฮ่าๆ)

ผ่านไปซักพัก สกิลการวิเคราะห์ตัวเองเริ่มเพิ่มขึ้นมาบ้าง จะเริ่มมีโมเม้นต์ที่น่าสนใจคือการจับไต๋ตัวเอง ได้ และคลี่มันออกมาว่าลึกๆเรามีความต้องการอะไรกันแน่เราถึงทำพฤติกรรมแบบนั้นออกมาในวันนั้นๆ เพื่อที่จะได้มาจัดการตัวเองถูกว่าถ้าตัวเองเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกจะต้องจัดการยังไง เช่นถ้าเรารู้ว่าเรากำลังมี Ego เวลาคุยกับคนอื่น เราอาจจะต้องเปิดโหมดเด็กฝึกงาน เพื่อเปลี่ยน Mindset ตัวเองให้ทนมือทนตีนได้เยอะและเปิดกว้างในการเรียนรู้ ฟังดูอาจจะรู้สึกประหลาดๆว่า มึงกำลังพูดอะไรวะ? เปิดมงเปิดโหมด แต่มันคือการวิวัฒนาการณ์อันน้อยนิดของ Mindset ตัวเองจากการจดพฤติกรรมตัวเองบ่อยๆ เพื่อที่จะได้จัดการกับจุดอ่อนตัวเองได้ทันเวลา

Sucker Tracking field

“ความห่วยคือเรื่องที่แย่ นั้นเป็นแค่มุมมอง”

ผมเริ่มเชื่อแบบนั้น, ไม่นาน Colunm ก็เริ่มงอกมาเรื่อยๆเพราะเราเริ่มมองเห็นว่าความห่วยให้อะไรเราได้บ้าง ‘Knowledge’ มาจากเรื่องเซ็งๆที่เรารู้ตัวเรามีความรู้ไม่พอเลยต้องไปหาอะไรมาเติมเข้าหัว ให้รู้สึกว่าตัวเองไม่กากมาก ซึ่งเวลาไปอ่านไปเจอแก่นความรู้ดีๆเราก็จะสามารถมาเก็บไว้ที่ช่องนี้ได้เหมือนกัน เช่นเดียวกับ ‘Wisdom’ มันมักจะมาจากการตกผลึกกับตัวเองเวลาที่เราได้เคี่ยวกรำความคิดซักชุดนึงเวลาอาบน้ำ หรือ นั่งบนรถเมล์ ที่จะผุด Mindset มาชุดนึงเพื่อเอาไว้แก้ปัญหาการดำเนินชีวิตตัวเอง ในบางทีก็อาจจะเหมือนกับอาร์คิมิดีส ร้องยูเรก้าออกมาดังๆ ประมาณนั้น


รู้ไหมว่าวันนึงสมองเราคิดสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาถึง 60,000–80,000/วัน หรือ ประมาณ 2500–3,300/ชั่วโมง ยังไม่นับปัจจัยส่วนตัวของคนแต่ละคนว่ามีเรื่องปัญหาคาใจ เช่นกำลังน้อยใจคนอื่น หรือคิดงานที่ใกล้ Deadline อยู่ในหัวขนาดไหน หลายๆครั้งผมต้องมาถามตัวเองบ่อยๆว่า ‘นี่กูเป็นคนคิดมากหรือเป็นคนคิดเยอะกันแน่?’ บางทีไม่เป็นอันทำอะไรแค่คิดแบบสติฟุ้งก็หมดวันแล้ว

…ซึ่งการจดนี้ทำให้ผมรู้จักกับปรากฏการณ์อย่างนึงที่ทำเอาไว้ใช้จัดการความคิดอันมหาศาลที่พรั่งพรูแบบไม่เกรงใจเจ้าของ ผมเรียกมันว่า ‘ปรากฏการณ์ที่วางของ’ ผมมีความเชื่อว่าสมองที่รกจะทำให้เราคิดอะไรไม่ออก เพราะสมองเรามี RAM เป็นของตัวเอง ถ้าเรามีของค้างในหัวเยอะไม่ว่าจากเรื่องอะไรก็ตาม RAM ของสมองก็จะเต็ม แล้วจะเอาที่ว่างตรงไหนมาใช้คิดสิ่งที่มีประโยชน์ออกมาให้ดีล่ะ เพราะพวกเราต่างวางเรื่องทุกเรื่องไว้ในที่เดียวกันก็คือหัวของเรา การจด หรือการเล่าออกมา คือการย้ายเอาเรื่องที่อยู่ในหัวนั้นออกมาไว้ข้างนอก มันคล้ายๆกับเวลาเราเครียดแล้วเราอยากระบายออกมา ให้ใครซักคนฟัง แต่ผมแค่ใช้วิธีระบายผ่านการเขียนกับตัวเอง

ทุกๆวันผมจะล้างสิ่งที่อยู่ในหัวทั้งเรื่องดี เรื่องแย่ ความเครียด ความอิ่มเอม เรื่องหน้าแตก เรื่องบ้าบอ หรือ เหตุการณ์ที่น่าสนใจเท่าที่จะเอาออกมาได้ผ่านการจดใส่ Sucker Tracking ที่ไม่ใช่แค่จดเรื่องของความห่วยแล้ว แต่มันคือที่วางของ(ที่อยู่ในหัว) ของผมออกมา เพื่อให้หัวผมโล่ง และ เห็นมันชัดเจนขึ้น หลายๆครั้งผมเขียนเพื่อเอามันออกมาวางบนชั้นวางอันนี้และจ้องหน้ามันเพื่อถามว่า ‘มึงมีปัญหาอะไรเนี่ย’ แบบไม่ประนีประนอมกับตัวเอง

Sucker Tracking emotion and learning

และนี่คือการระบายออกในเชิงอารมณ์ที่เป็นส่วนสุดท้ายที่จะเอามาสรุปว่าวันนั้นๆมันเป็นวันที่เรารู้สึกยังไงแบบซื่อสัตย์กับตัวเอง บางทีก็รู้สึกแปลกใจว่า ทำไมวันนี้เจอเรื่องแย่ๆก็เยอะ แถมงานยังล้นแต่เรากลับมีความสุขได้ ซึ่งมันทำให้เราได้รู้ว่าความรู้สึกของเรามันไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น ไปจนถึงคำถามที่ต้องการหาคำตอบว่า ‘ความสุขของเราเกิดจากอะไรกันแน่?’ จากการบันทึกเรื่องราวและอารมณ์ในทุกๆวันของตัวเอง

สุดท้ายแล้ว ผมไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพราะรู้สึกว่าตัวเองสำเร็จ ได้ดี หรือเก่งกาจจากสิ่งที่ทำนี้แต่อย่างใดเลย กลับกัน เมื่อผมรู้อะไรมากขึ้น ผมก็ยิ่งรู้ว่าผมไม่รู้อะไรมากขึ้นเท่านั้น จนไม่สามารถจะบอกได้เลยว่าตัวเองมีความสามารถจริงๆ แต่แค่ผมสามารถบอกได้อย่างเต็มปากแน่นอนว่าผมสามารถจัดการกับความรู้สึกตัวเองและเส้นทางของตัวเองได้ดีขึ้นจากสิ่งที่ทำมาตลอด 1 ปีนี้ของไดอารี่ตัวห่วยนี้ และหวังว่าส่วนนึงของการทดลองนี้ของผมจะช่วยใครได้บ้างเล็กๆน้อยๆ

…นี่ก็อาจจะเป็นเรื่องที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตธรรมดาของผมแล้วก็ได้

หวังว่าจะได้ประโยชน์ครับ ขอบคุณมากๆครับ ✌️


รู้อะไรต่อดี
พุทธวจน : ปฏิจจสมุปบาท

Posted by
Chanala Wilangka

กำลังพยายามเป็นนักออกแบบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *